บทที่ 2
สภาพแวดล้อมทางการตลาด
สิ่งแวดล้อมทางการตลาด (The Marketing Environment)
หมายถึง บุคคลหรือพลังผลักดันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบริหารการตลาด ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้หรือควบคุมได้เพียงบางส่วน ดังนั้นบริษัทที่จะสามารถประสบความสำเร็จทางการแข่งขันได้นั้น
จะต้องคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ และคอยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สิ่งแวดล้อมทางการตลาด แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สิ่งแวดล้อมภายนอก (External Environment) และสิ่งแวดล้อมภายใน (Internal Environment)
สิ่งแวดล้อมภายนอก(External Environment) คือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายนอกองค์กร และองค์กรไม่สามารถควบคุมได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
สิ่งแวดล้อมจุลภาค (Microenvironment)
เป็นพลังผลักดันที่อยู่ใกล้บริษัท และส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินงานทางการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่จะกระทบเฉพาะกิจการแต่ละแห่งเท่านั้นไม่ได้ส่งผลกระทบทั้งอุตสาหกรรม
ประกอบด้วย
1. ผู้ป้อนปัจจัยการผลิต (Suppliers) คือ ผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นแก่บริษัท ในการนำไปผลิตเป็นสินค้าหรือบริการ โดยนักการตลาดจะต้องคอยตรวจสอบแนวโน้มราคาของปัจจัยการผลิตอยู่เสมอเพราะถ้าหากราคาของปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นก็จะส่งผลต่อราคาขายของสินค้าให้สูงตามไปด้วย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้ยอดขายลดลงได้
2. คนกลางทางกลางตลาด (marketing intermediaries) หมายถึง บริาัทหรือองค์กรที่ช่วยในการสนับสนุนการขายและการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภค ประกอบด้วย
2.1 ผู้ขายต่อ (Resellers) หมายถึง บริษัทในช่องทางการกระจายสินค้าที่ช่วยในการหาลูกค้าและขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ประกอบด้วย ผู้ค้าส่ง (wholesalers) และผู้ค้าปลีก
(retailers)
2.2 บริษัทกระจายสินค้า (physical distribution firms) หมายถึง หน่วยงานที่ช่วยบริษัทในการเก็บรักษาและเคลื่อนย้ายสินค้า จากแหล่งผลิตไปยังจุดหมายปลายทาง ประกอบด้วยคลังสินค้า และบริษัทขนส่งสินค้า โดยในการคัดเลือกบริษัทเหล่านี้จะต้องคำนึงถึง
- ต้นนทุนในการเก็บรักษาสินค้าและการขนส่ง (cost
- รูปแบบของการขนส่ง (delivery)
- ความรวดเร็ว (speed)
- ความปลอดภัย (safety)
2.3 หน่วยงานให้บริการทางการตลาด (marketing services
agencies) หมายถึง บริษัทหรือหน่วยงานที่ให้บริการทางการตลาดแก่บริษัท
เช่น บริษัทรับทำวิจัย บริษัทตัวแทนโฆษณา
บริษัทผลิตสื่อ หรือบริษัทที่ปรึกษาทางการตลาด เป็นต้น
หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกบริษัทเหล่านี้ ได้แก่
- ความคิดสร้างสรรค์ (creativity)
- คุณภาพ (quality)
- การให้บริการ (service)
- ราคา (price)
2.4 คนกลางทางการเงิน (financial intermediaries) หมายถึง บริษัทที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำธุรกรรมทางการเงิน หรือประกันความเสี่ยงในการซื้อขายสินค้า เช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนบริษัทประกัน เป็นต้น
3. ลูกค้า (customers) หมายถึง ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัท โดยนักการตลาดจะต้องทำการศึกษาตลาดลูกค้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดแต่ละประเภทก็จะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันตลาดลูกค้า (Customer
market) สามารถแบ่งออก เป็น 5 ประเภท
คือ
3.1 ตลาดผู้บริโภค (consumer markets) หมายถึง
บุคคลหรือครัวเรือนที่ซื้อสินค้าหรือบริการไปเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น ลิลลี่ซื้อข้าวสารเพื่อไปบริโภคในครอบครัว เป็นต้น
3.2 ตลาดธุรกิจ (business markets) หมายถึง
บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อนำไปผลิตต่อ หรือนำไปใช้ในกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น ลิลลี่ซื้อข้าวสารเพื่อทำข้าวผัดขายที่ตลาดนัด
3.3 ตลาดผู้ขายต่อ (re-seller markets) หมายถึง
บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อขายต่อ ตัวอย่างเช่น ลิลลี่ซื้อข้าวสารเพื่อนำไปขายต่อที่ร้านค้าหน้าบ้าน เป็นต้น
3.4 ตลาดรัฐบาล (government markets) หมายถึง
หน่วยงานของรัฐที่ซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อนำไปให้บริการแก่สาธารณชน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสั่งซื้อข้าวสารจำนวน 20 กระสอบ เพื่อนำไปบริจาคแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เป็นต้น
4. กลุ่มสาธารณชน (Publics) หมายถึง
กลุ่มที่มีความสนใจหรือมีผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงาน และการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร เช่น
ผู้ถือหุ้น สื่อมวลชน รัฐบาล ชุมชนในท้องถิ่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
5. คู่แข่งขัน (competitors) ตามหลักแนวความคิดทางการตลาด (The
marketing concept) ที่ว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องสามารถตอบสนองความต้องการ และสร้างความพึงพอใจได้เหนือกว่าคู่แข่งขัน ดังนั้นนักการตลาดจึงต้องทำมากกว่าการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป้าหมาย แต่ต้องสามารถวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในจิตใจของลูกค้าได้เหนือกว่าคู่แข่งขัน ด้วยเหตุนี้นักการตลาดจึงมีความจำเป็นต้องทำการศึกษาถึงคู่แข่งขันที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และมีขนาดที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ประเภทของคู่แข่งขัน
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
5.1 คู่แข่งขันทางตรง
เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ เช่น คู่แข่งขันทางตรงของเนสกาแฟคือ มอคโคนา เขาช่อง
5.2 คู่แข่งขันทางอ้อม
เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนกันได้แต่ไม่สมบูรณ์ เช่น คู่แข่งขันทางอ้อมของเนสกาแฟ คือ เครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาน้ำผลไม้
น้ำอัด
5.3 ทุกบริษัทเป็นคู่แข่งขัน เพราะถือว่ามาแย่งอำนาจซื้อของผู้บริโภคที่มีอยู่จำกัด
สิ่งแวดล้อมมหภาค (Macroenvironment)
- ประชากรศาสตร์
(Demography): การเพิ่มขึ้น ลดลงของจำนวนประชากร อายุ
ลักษณะครอบครัว การศึกษา เชื้อชาติ เป็นต้น
- เศรษฐกิจ
(Economic): ระดับรายได้ รูปแบบการออม ภาระหนี้สิน
ลักษณะการบริโภคและการใช้จ่าย เป็นต้น
- การแข่งขัน
(Competition): การแข่งขันทางธุรกิจในรูปแบบของผลิตภัณฑ์
ตรา
- สังคมและวัฒนธรรม
(Social and Cultural): ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ เป็นต้น
- การเมืองและกฎหมาย
(Political and Legal): ข้อจำกัดทางด้านกฎหมายสำหรับธุรกิจบางประเภท
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หรือธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล เป็นต้น
- เทคโนโลยี
(Technology): ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม
อาจทำให้องค์การต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการตลาด การผลิต
ให้มีความทันสมัยตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
- สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
(Natural Environment): สภาพอากาศอุทุกภัย
หรือภัยธรรมชาติต่างๆ อาจส่งผลดีหรือผลร้ายกับองค์การ
ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจขององค์การนั้นๆ
2.สิ่งแวดล้อมภายใน (Internal Factors) คือ
ปัจจัยที่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมขององค์การ (สามารถควบคุมได้)ขึ้นอยู่กับการจัดระบบการดำเนินงานภายในองค์การซึ่งจะส่งผลกับสร้างจุดแข็ง(Strategy) หรือ จะเกิดเป็นจุดอ่อน (Weakness) ให้กับองค์การได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น สิ่งแวดล้อมภายใน เช่น
- ปัจจัยทางการตลาด (Marketing
Factors): 4P’s ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) การจัดจำหน่าย (Place) การส่งเสริมการตลาด (Promotion)
- สิ่งแวดล้อมภายในอื่น
ๆ: การผลิต (Production) การเงิน
(Financial) ทรัพยากรมนุษย์ (Human
Resource) ที่ตั้งบริษัท (Company Location) การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) และภาพพจน์ของบริษัท
3. การวิเคราะห์สถานการณ์
(SWOT Analysis)
สรุป: ผู้บริหารองค์การ
ต้องเรียนรู้และทราบถึงสภาพแวดล้อมทั้งภายนอก และภายในองค์การเพื่อนำมาวิเคราะห์
ประยุกต์ใช้ และวางแผนการจัดการภายในองค์การ ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และตามสภาพของตลาดโลก เพื่อให้องค์การสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น